ผลการศึกษาใหม่ที่ตีพิมพ์ในวารสาร JAMA Network Open ซึ่งระบุว่า การปรับปรุงพฤติกรรมการกินและการออกกำลังกาย “ไปพร้อมๆ กัน” เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการป้องกันน้ำหนักเกิน โดยเฉพาะการลด “ไขมันในช่องท้อง” (Visceral fat) ซึ่งเป็นไขมันชนิดที่อันตรายต่อสุขภาพ
รายละเอียดการศึกษา งานวิจัยนี้วิเคราะห์ข้อมูลจากโครงการ Fenland Study ในสหราชอาณาจักร โดยติดตามกลุ่มตัวอย่างกว่า 7,000 คน เป็นระยะเวลาเฉลี่ย 7 ปี ทีมวิจัยใช้วิธีสแกน DEXA เพื่อวัดปริมาณไขมันในร่างกายอย่างละเอียด และประเมินพฤติกรรมการกินอาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียนร่วมกับระดับกิจกรรมทางกาย
ผลการค้นพบที่สำคัญ
ทำคู่กันดีที่สุด: ผู้ที่ปรับปรุงทั้งอาหารและการออกกำลังกายพร้อมกัน สามารถลดการสะสมของไขมันในร่างกายได้มากที่สุด โดยเฉลี่ยมีไขมันสะสมน้อยกว่ากลุ่มที่ไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมถึง 1.9 กิโลกรัม
เจาะจงไขมันช่องท้อง: กลุ่มที่ทำทั้งสองอย่างมีไขมันช่องท้อง (Visceral fat) น้อยกว่ากลุ่มอื่นประมาณ 150 กรัม ซึ่งถือเป็นความแตกต่างที่มีนัยสำคัญทางคลินิก เพราะไขมันชนิดนี้มีความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรังสูง
ทำอย่างใดอย่างหนึ่งได้ผลน้อยกว่า: การเลือกทำเพียงอย่างเดียว (คุมอาหารอย่างเดียว หรือ ออกกำลังกายอย่างเดียว) ให้ผลลัพธ์ในการลดไขมันระดับปานกลางเท่านั้น ไม่ดีเท่ากับการทำคู่กัน
ทำไม “ไขมันช่องท้อง” ถึงน่ากังวล? แพทย์ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ไขมันช่องท้อง (Visceral fat) ไม่ใช่แค่ไขมันใต้ผิวหนังที่บีบจับได้ แต่เป็นไขมันที่สะสมลึกอยู่รอบอวัยวะภายใน ซึ่งมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับความเสี่ยงโรคเบาหวานชนิดที่ 2, โรคหัวใจและหลอดเลือด, ภาวะไขมันพอกตับ, และโรคอัลไซเมอร์
บทสรุปจากผู้เชี่ยวชาญ ดร. Shayan Aryannezhad หัวหน้าทีมวิจัยอธิบายว่า พฤติกรรมของมนุษย์มีความเชื่อมโยงกัน การปรับเปลี่ยนทั้งสองอย่างช่วยให้เกิดความสมดุลและจัดการการกระจายตัวของไขมันได้ดีกว่า ในขณะที่ นพ. Seth Kipnis ผู้เชี่ยวชาญด้านการผ่าตัดลดความอ้วนเสริมว่า การศึกษานี้ช่วยยืนยันคำแนะนำทางการแพทย์ว่า ผู้ป่วยไม่ควรโฟกัสแค่ตัวเลขบนตาชั่ง แต่ควรให้ความสำคัญกับ “องค์ประกอบของร่างกาย” (Body composition) โดยเฉพาะการลดไขมันอันตรายรอบเอว ซึ่งการคุมอาหารและออกกำลังกายร่วมกันคือคำตอบที่ดีที่สุด
