You are currently viewing วิธีสังเกตอาการและสัญญาณเตือนของโรคเบาหวานชนิดที่ 1 และชนิดที่ 2

วิธีสังเกตอาการและสัญญาณเตือนของโรคเบาหวานชนิดที่ 1 และชนิดที่ 2

  • Post last modified:January 29, 2026
  • Post category:Disease

โรคเบาหวาน (Diabetes) คือภาวะที่ร่างกายไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ตามปกติ เนื่องจากปัญหาเกี่ยวกับฮอร์โมนอินซูลิน การรู้เท่าทันอาการตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยให้รักษาได้ทันท่วงทีและลดความเสี่ยงของโรคแทรกซ้อน


อาการทั่วไป (พบได้ทั้งในเบาหวานชนิดที่ 1 และ 2)

หากระดับน้ำตาลในเลือดสูง ร่างกายมักจะส่งสัญญาณเตือนดังนี้:

  • หิวบ่อยผิดปกติ และกินจุขึ้นแต่น้ำหนักลดลง

  • อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย

  • กระหายน้ำมาก และคอแห้ง

  • ปัสสาวะบ่อย (โดยเฉพาะตอนกลางคืน)

  • ตามัว การมองเห็นไม่ชัดเจน

  • แผลหายช้า หรือมีรอยช้ำง่าย

  • รู้สึกชา หรือเจ็บจี๊ดๆ ที่มือและเท้า

  • ผิวหนังเปลี่ยนสี (Acanthosis nigricans) โดยเฉพาะบริเวณคอ รักแร้ หรือขาหนีบ อาจมีสีคล้ำและหนาขึ้น

 

อาการเฉพาะของ “เบาหวานชนิดที่ 1” (Type 1)

มักพบในเด็กหรือวัยรุ่น แต่อาจเกิดในผู้ใหญ่ได้เช่นกัน อาการมักเกิดขึ้นรวดเร็วและรุนแรงกว่า:

  • น้ำหนักลดฮวบ โดยไม่ทราบสาเหตุ

  • พฤติกรรมเปลี่ยน เช่น หงุดหงิดง่าย กระสับกระส่าย หรืออารมณ์แปรปรวน

  • ลมหายใจมีกลิ่นผลไม้ (Fruity smell) ซึ่งเป็นสัญญาณอันตรายของภาวะเลือดเป็นกรด

  • ในเด็กเล็ก: อาจมีการติดเชื้อรา (เช่น ผื่นผ้าอ้อมรุนแรง)


 

อาการเฉพาะของ “เบาหวานชนิดที่ 2” (Type 2)

มักพบในผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ อาการมักค่อยเป็นค่อยไป บางคนอาจไม่รู้ตัวจนกว่าจะไปตรวจสุขภาพ:

  • ติดเชื้อบ่อย: เช่น ติดเชื้อที่ผิวหนัง หรือติดเชื้อราในร่มผ้า

  • ปัญหาช่องปาก: ปากแห้ง กระหายน้ำ

  • ปัญหาที่เท้า: การไหลเวียนเลือดไม่ดี เกิดแผลที่เท้าได้ง่าย

  • อาการแทรกซ้อน: บางครั้งผู้ป่วยมาหาหมอด้วยอาการแทรกซ้อนเลย เช่น ปัญหาไต หรือตามัว


 ภาวะฉุกเฉิน: เลือดเป็นกรด (DKA)

Diabetic Ketoacidosis (DKA) เป็นภาวะอันตรายถึงชีวิตที่เกิดจากน้ำตาลสูงจัดและร่างกายสร้างสารคีโตน หากมีอาการนี้ต้องรีบพบแพทย์ทันที:

  • หายใจหอบเหนื่อย

  • ปากแห้งจัด

  • คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง

  • ซึม สับสน

  • ลมหายใจมีกลิ่นคล้ายผลไม้


 ปัจจัยเสี่ยงและการวินิจฉัย

  • ปัจจัยเสี่ยง: อายุที่มากขึ้น, น้ำหนักตัวเกิน (อ้วน), ขาดการออกกำลังกาย, พันธุกรรม, และเชื้อชาติ

  • การวินิจฉัย: แพทย์จะตรวจระดับน้ำตาลในเลือด (Blood test)

  • การรักษา:

    • ชนิดที่ 1: ต้องฉีดอินซูลินตลอดชีวิต

    • ชนิดที่ 2: ปรับพฤติกรรม คุมอาหาร ออกกำลังกาย และใช้ยา (หรืออินซูลินในบางราย)

สรุป: หากคุณหรือคนใกล้ชิดมีอาการหิวบ่อย ปัสสาวะบ่อย น้ำหนักลด หรือแผลหายช้า ควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจระดับน้ำตาลในเลือดทันที เพราะการรักษาเร็วจะช่วยป้องกันโรคแทรกซ้อนที่รุนแรง เช่น โรคหัวใจ โรคไต และการสูญเสียการมองเห็นได้