ความเชื่อ: มะเร็งคือ “คำตัดสินประหารชีวิต” (เป็นแล้วต้องตายแน่นอน)
-
ความจริง: มะเร็งไม่ใช่โรคที่รักษาไม่หายเสมอไป
-
ปัจจุบันอัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งเพิ่มสูงขึ้นมากเมื่อเทียบกับอดีต เนื่องจากการแพทย์ที่ก้าวหน้าและการตรวจพบโรคได้เร็วขึ้น
-
สถิติ: อัตราการรอดชีวิตขึ้นอยู่กับชนิดของมะเร็ง เช่น มะเร็งอัณฑะมีอัตราการรอดชีวิตสูงถึง 98% ในขณะที่มะเร็งบางชนิดอย่างมะเร็งตับอ่อนอาจมีอัตราต่ำกว่า (ประมาณ 1%)
-
มะเร็งเต้านม มะเร็งต่อมลูกหมาก และมะเร็งไทรอยด์ มีอัตราการรอดชีวิตที่ 5 ปี สูงถึง 90% หรือมากกว่า
-
ดังนั้น การเป็นมะเร็งไม่ได้แปลว่าจะต้องเสียชีวิตเสมอไป หลายคนสามารถรักษาหายและกลับมาใช้ชีวิตปกติได้
-
ความเชื่อ: มะเร็งเป็นโรคติดต่อ
-
ความจริง: มะเร็งไม่ใช่โรคติดต่อ คุณไม่สามารถ “ติด” มะเร็งจากการสัมผัส จูบ หรือหายใจร่วมกับผู้ป่วย
-
ข้อยกเว้น: มีเพียงกรณีที่หายากมาก เช่น การเปลี่ยนถ่ายอวัยวะจากผู้ที่มีเนื้อมะเร็งแฝงอยู่
-
หมายเหตุ: ไวรัสหรือแบคทีเรีย บางชนิด ที่เป็นสาเหตุของมะเร็งสามารถติดต่อได้ (เช่น HPV ก่อให้เกิดมะเร็งปากมดลูก หรือ ไวรัสและตับอักเสบ B/C ก่อให้เกิดมะเร็งตับ) แต่ตัวโรคมะเร็งเองไม่สามารถแพร่กระจายจากคนสู่คนได้
-
ความเชื่อ: โทรศัพท์มือถือทำให้เกิดมะเร็ง
-
ความจริง: ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ยืนยันว่าโทรศัพท์มือถือเป็นสาเหตุของมะเร็ง
-
โทรศัพท์มือถือปล่อย คลื่นความถี่วิทยุ (Radiofrequency radiation) ซึ่งเป็นรังสีชนิด “ไม่ก่อไอออน” (Non-ionizing) หมายความว่ามันไม่มีพลังงานมากพอที่จะทำลาย DNA จนก่อให้เกิดมะเร็งได้ (ต่างจากรังสีเอกซเรย์ที่เป็นรังสีชนิดก่อไอออน)
-
ความเชื่อ: สายไฟฟ้าแรงสูงก่อให้เกิดมะเร็ง
-
ความจริง: ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนที่เชื่อมโยงเรื่องนี้
-
สายไฟฟ้าปล่อยสนามแม่เหล็กความถี่ต่ำมาก (ELF) ซึ่งผนังบ้านหรือฉนวนสามารถกั้นสนามไฟฟ้าได้ แต่กั้นสนามแม่เหล็กได้ยาก อย่างไรก็ตาม งานวิจัยระยะยาวยังไม่พบความสัมพันธ์ที่ชัดเจนระหว่างการอาศัยอยู่ใกล้สายไฟกับการเกิดมะเร็ง
-
ความเชื่อ: สารให้ความหวานเทียม (Artificial Sweeteners) ทำให้เกิดมะเร็ง
-
ความจริง: สารให้ความหวานที่ได้รับการรับรอง (เช่น แอสปาร์แตม, หญ้าหวาน) ปลอดภัยในปริมาณที่กำหนด
-
ความเชื่อนี้มาจากงานวิจัยเก่าในยุค 70 ที่ทดลองใน “หนู” และพบว่าสารไซคลาเมตและแซกคารินทำให้เกิดมะเร็งกระเพาะปัสสาวะในหนู แต่กลไกการเกิดโรคในหนูนั้นแตกต่างจากมนุษย์ และงานวิจัยในมนุษย์ต่อมาไม่พบความเชื่อมโยงดังกล่าว
-
ความเชื่อ: การผ่าตัดมะเร็งจะทำให้มะเร็ง “กระจาย” หรือโตเร็วขึ้นเมื่อโดนอากาศ
-
ความจริง: การผ่าตัดไม่ทำให้มะเร็งกระจาย
-
ความเชื่อที่ว่า “ถ้าเนื้อมะเร็งโดนอากาศแล้วจะลุกลาม” นั้นไม่จริง
-
ศัลยแพทย์มีความระมัดระวังสูงมากในการป้องกันไม่ให้เซลล์มะเร็งหลุดรอดระหว่างผ่าตัด โอกาสที่มะเร็งจะกระจายจากการผ่าตัดนั้นมีน้อยมากๆ
-
ความเชื่อ: สมุนไพรสามารถรักษามะเร็งให้หายขาดได้
-
ความจริง: ยังไม่มีสมุนไพรตัวไหนที่ได้รับการพิสูจน์ว่า “รักษา” มะเร็งให้หายขาดได้
-
สมุนไพรบางชนิดอาจช่วยบรรเทาอาการข้างเคียงจากการรักษา (เช่น คลื่นไส้) ได้ แต่ไม่สามารถฆ่าเซลล์มะเร็งได้โดยตรง
-
ข้อควรระวัง: สมุนไพรบางชนิดอาจ ขัดขวาง ประสิทธิภาพของยาเคมีบำบัดหรือรังสีรักษา จึงควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้เสมอ
-
ความเชื่อ: มะเร็งเป็นเรื่องของกรรมพันธุ์ (ถ้าครอบครัวไม่เป็น เราก็ไม่เสี่ยง)
-
ความจริง: มะเร็งส่วนใหญ่เกิดจากพฤติกรรมและสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่กรรมพันธุ์
-
มีเพียง 5-10% ของโรคมะเร็งเท่านั้นที่เกิดจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรม (Genetic mutation)
-
มะเร็งส่วนใหญ่เกิดจากการกลายพันธุ์ของยีนที่เกิดขึ้น ระหว่างช่วงชีวิต ของเราเอง (จากการสูบบุหรี่, รังสี, อาหาร, หรือความชรา) ดังนั้น แม้ไม่มีประวัติครอบครัว ก็ยังมีความเสี่ยงได้
-
ความเชื่อ: ผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกาย (Deodorants) ทำให้เกิดมะเร็งเต้านม
-
ความจริง: ไม่มีหลักฐานยืนยันความเชื่อมโยงนี้
-
ข่าวลือมักอ้างว่าสารเคมี (เช่น อะลูมิเนียม หรือ พาราเบน) ในโรลออนจะถูกดูดซึมและสะสมในต่อมน้ำเหลือง แต่สถาบันมะเร็งแห่งชาติสหรัฐฯ (NCI) ยืนยันว่าไม่มีหลักฐานสนับสนุนทฤษฎีนี้
-
ความเชื่อ: น้ำตาลเป็นอาหารของมะเร็ง (ถ้าตัดน้ำตาล มะเร็งจะฝ่อ)
-
ความจริง: เซลล์ทุกเซลล์ในร่างกาย (ทั้งเซลล์ดีและเซลล์มะเร็ง) ใช้น้ำตาลกลูโคสเป็นพลังงาน
-
จริงอยู่ที่เซลล์มะเร็งใช้น้ำตาลเยอะกว่าเซลล์ปกติเพราะมันโตเร็ว แต่ การงดกินน้ำตาลไม่ได้ทำให้เซลล์มะเร็งอดตาย เพราะร่างกายจะเปลี่ยนสารอาหารอื่นมาเป็นกลูโคสอยู่ดี
-
ประเด็นสำคัญ: การกินน้ำตาลมากเกินไปทำให้ “อ้วน” และความอ้วนต่างหากที่เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของการเกิดมะเร็งหลายชนิด
-
สรุป: ความเข้าใจผิดเหล่านี้อาจทำให้เกิดความกลัวโดยไม่จำเป็น หรือทำให้เสียโอกาสในการรักษาที่ถูกต้อง สิ่งสำคัญคือการดูแลสุขภาพพื้นฐาน (ไม่สูบบุหรี่, คุมน้ำหนัก, ออกกำลังกาย) และปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเมื่อมีข้อสงสัยครับ
